แชร์

หนังสือวิชาการ 280 หน้าเกี่ยวกับ "น้ำอิเล็กโทรไลต์" บอกอะไรเราบ้าง สรุปให้อ่านง่ายใน 10 นาที

อัพเดทล่าสุด: 28 ส.ค. 2026
21 ผู้เข้าชม
หนังสือ Electrolyzed_Water_in_Food_Fundamentals

หนังสือวิชาการ 280 หน้าเกี่ยวกับ "น้ำอิเล็กโทรไลต์" บอกอะไรเราบ้าง สรุปให้อ่านง่ายใน 10 นาที

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2020 โรคโควิด-19 ระบาดหนักมาก แอลกอฮอล์ก็ขาดตลาด แอดมินทำการศึกษาอย่างหนักว่า น้ำ Electrolyzed ที่ผลิตจากเครื่อง Kangen Water ของเรานี้ สามารถฆ่าเชื้อโรคได้จริงๆใช่ไหม ก็เลยไปเจอหนังสือเล่มหนึ่งน่าสนใจมากเพราะเป็นงานวิจัยเน้นๆ ในการใช้น้ำ Electrolyzed เลย เลยได้ตัดสินใจซื้อเป็น e-book มา วันนี้จะมาสรุปให้อ่านสั้นๆกันนะคะว่า หนังสือเล่มนี้เขียนอะไรไว้บ้าง

หนังสือเล่มนี้ชื่อว่า Electrolyzed Water in Food: Fundamentals and Applications จัดพิมพ์โดย Springer Nature Singapore ร่วมกับ Zhejiang University Press ปี 2019 เขียนโดยทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยในจีน เกาหลีใต้ อิหร่าน สหรัฐอเมริกา บังกลาเทศ และคองโก รวม 12 บท 280 หน้า เจาะลึกเรื่อง "น้ำอิเล็กโทรไลต์" (Electrolyzed Water) ตั้งแต่หลักการผลิตไปจนถึงการใช้งานจริงในอุตสาหกรรมอาหารทั่วโลก บทความนี้จะสรุปสาระสำคัญของทั้ง 12 บทให้อ่านเข้าใจง่าย ไม่ต้องเปิดหนังสือ 280 หน้าเอง

1. น้ำอิเล็กโทรไลต์คืออะไร เกิดขึ้นได้ยังไง

หลักการง่ายมาก คือเอาน้ำผสมเกลือเจือจาง ผ่านกระแสไฟฟ้ากระแสตรง (ตามที่หนังสือระบุ ประมาณ 9-10 โวลต์) ผ่านเครื่องที่มีขั้วบวกและขั้วลบ น้ำเกลือจะแตกตัวออกเป็นน้ำ 2 ชนิดที่คุณสมบัติตรงข้ามกันโดยสิ้นเชิง


น้ำอิเล็กโทรไลต์กรด (Acidic EW)
pH ต่ำประมาณ 2-3 มีคลอรีนละลายอยู่ในรูปกรดไฮโปคลอรัส (HOCl) จุดเด่นคือฆ่าเชื้อโรคได้ดีมาก
น้ำอิเล็กโทรไลต์ด่าง (Alkaline EW)
pH สูงประมาณ 11-13 จุดเด่นคือขจัดคราบมันและสารตกค้างจำพวกยาฆ่าแมลง ไม่ใช่การฆ่าเชื้อ

หนังสือระบุว่าน้ำอิเล็กโทรไลต์ได้รับการยอมรับว่าปลอดภัย (GRAS - Generally Recognized As Safe) และถูกขึ้นทะเบียนเป็นวัตถุเจือปนอาหารที่ถูกกฎหมายในสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ โดยเฉพาะญี่ปุ่นที่กระทรวงสาธารณสุขและแรงงาน (MHLW) ประกาศรับรองให้เป็นวัตถุเจือปนอาหารอย่างเป็นทางการตั้งแต่ปี 2002

2. ทำไมน้ำชนิดนี้ถึงฆ่าเชื้อโรคได้

หนังสือรวบรวมงานวิจัยที่ทดสอบกับเชื้อก่อโรคอาหารเป็นพิษหลักๆ อย่าง อี.โคไล (E. coli), ลิสทีเรีย (Listeria monocytogenes), ซาลโมเนลลา (Salmonella) และสแตฟฟิโลค็อกคัส (Staphylococcus aureus) พบว่าปัจจัยที่กำหนดประสิทธิภาพการฆ่าเชื้อคือ 3 ตัวแปรหลัก ได้แก่ ค่า pH ที่ต่ำ ค่าศักย์ไฟฟ้าออกซิเดชัน (ORP) ที่สูง และปริมาณคลอรีนที่มีอยู่ (ACC) ที่สูง ยิ่งค่าเหล่านี้อยู่ในช่วงที่เหมาะสม ยิ่งฆ่าเชื้อได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยรูปแบบคลอรีนที่ออกฤทธิ์แรงที่สุดคือกรดไฮโปคลอรัส (HOCl) ซึ่งพบมากที่สุดในน้ำที่มีค่า pH ประมาณ 5-6.5

3. ล้างสารตกค้างยาฆ่าแมลงในผักได้จริงไหม

บทที่ 3 ทั้งบทพูดเรื่องนี้โดยเฉพาะ สรุปสั้นๆ คือ น้ำอิเล็กโทรไลต์ด่างที่มีค่า pH ใกล้เคียงกับ Strong Kangen Water (ประมาณ 11-12) มีงานวิจัยตีพิมพ์ยืนยันว่าล้างสารตกค้างยาฆ่าแมลงบนผักได้ดีกว่าน้ำเปล่า น้ำเกลือ หรือน้ำส้มสายชู เช่น การศึกษาที่ล้างผักโขมและกะหล่ำปลี ลดสารตกค้างได้ 46-86% (รายละเอียดเจาะลึกอ่านเพิ่มได้ในบทความ "ผักกาดขาวฟอร์มาลิน" ที่เคยเขียนไว้ก่อนหน้านี้)

4. ใช้กับผักผลไม้ในอุตสาหกรรมอย่างไรบ้าง

นอกจากฆ่าเชื้อและล้างสารตกค้างแล้ว หนังสือระบุว่าน้ำอิเล็กโทรไลต์ยังมีบทบาทสำคัญในการยืดอายุการเก็บรักษาและป้องกันโรคทางสรีรวิทยาของผักผลไม้หลังการเก็บเกี่ยว (postharvest quality) เช่น ช่วยชะลอการเน่าเสีย ลดการเหี่ยวย่น จึงถูกนำไปใช้ในโรงงานแปรรูปผักผลไม้อย่างแพร่หลาย ไม่ใช่แค่ใช้ล้างทำความสะอาดอย่างเดียว

5. ใช้กับเนื้อสัตว์และเนื้อไก่ได้ผลแค่ไหน

งานวิจัยที่รวบรวมไว้พบว่าการฉีดพ่นน้ำอิเล็กโทรไลต์กรดบนพื้นผิวเนื้อหมูสดสามารถลดปริมาณเชื้อ E. coli และ Listeria ได้อย่างมีนัยสำคัญ และมีการใช้ในกระบวนการแปรรูปเนื้อวัว เนื้อไก่ ไข่ และอุปกรณ์แปรรูปอาหารอย่างแพร่หลาย

ข้อจำกัดที่หนังสือระบุไว้ตรงๆ: น้ำอิเล็กโทรไลต์กรดที่มีค่า pH ต่ำมาก (2.2-2.7) อาจกัดกร่อนอุปกรณ์โลหะ และคลอรีนอิสระในรูปนี้อาจก่อให้เกิดความเป็นพิษต่อเซลล์ได้หากใช้ไม่ถูกวิธี จึงต้องควบคุมความเข้มข้นและวิธีใช้ให้เหมาะสมกับอุตสาหกรรม ไม่ใช่ใช้ตามใจชอบ

พูดถึงเรื่อง "ความเข้มข้น" หลายคนเข้าใจผิดว่ายิ่งคลอรีนอิสระ (ACC หน่วย ppm) สูงเท่าไหร่ ยิ่งฆ่าเชื้อโรคได้ดีเท่านั้น ซึ่งเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน เว็บไซต์ของสมาคมน้ำอิเล็กโทรไลต์ญี่ปุ่น (JEWA) ระบุไว้ว่า เพื่อให้เข้าเกณฑ์ "คู่มือสุขาภิบาลสถานที่ปรุงอาหารปริมาณมาก" ของกระทรวงสาธารณสุขญี่ปุ่น (MHLW) ต้องใช้ที่ 100-200 ppm

ความจริงคือ: ppm สูงเกินไป ฆ่าเชื้อโรคได้ดีจริง แต่ไม่ปลอดภัยกับอุตสาหกรรมอาหารหรือการนำมาสัมผัสร่างกายโดยตรง ส่วน ppm ต่ำเกินไปก็ฆ่าเชื้อไม่ได้ผล ดังนั้นก่อนเลือกใช้น้ำอิเล็กโทรไลต์ยี่ห้อหรือรุ่นไหน ควรศึกษาหลักการผลิตน้ำและค่าความเข้มข้นที่เครื่องรุ่นนั้นผลิตได้จริงให้เข้าใจก่อนเสมอ ไม่ใช่เลือกจากตัวเลข ppm สูงสุดที่โฆษณาไว้เพียงอย่างเดียว

6. ใช้กับอาหารทะเลได้ไหม

อาหารทะเลเป็นแหล่งของเชื้อก่อโรคเฉพาะ เช่น Vibrio parahaemolyticus ที่ทำให้ท้องเสีย อาเจียน ปวดหัว หนังสือรวบรวมงานวิจัยที่ทดสอบประสิทธิภาพของน้ำอิเล็กโทรไลต์ในการยับยั้งเชื้อกลุ่มนี้บนอาหารทะเลโดยเฉพาะ และพบว่าให้ผลลัพธ์ที่น่าพอใจในการลดปริมาณเชื้อก่อโรค

7. ใช้ฆ่าเชื้อในโรงงานและสิ่งแวดล้อมได้ไหม

นอกจากใช้กับอาหารโดยตรง หนังสือยังพูดถึงการนำน้ำอิเล็กโทรไลต์ไปใช้ทำความสะอาดสิ่งแวดล้อมในโรงงานอาหารและฟาร์มปศุสัตว์ ทั้งวิธีการล้าง (rinse) การฉีดพ่น (spraying) และระบบทำความสะอาดในตัว (clean-in-place) โดยเฉพาะการฉีดพ่นในโรงเรือนสัตว์ปีกและปศุสัตว์ ที่ช่วยลดฝุ่นและแบคทีเรียในอากาศ ทำให้คุณภาพอากาศในโรงเรือนดีขึ้น

8. ใช้กับฟาร์มปศุสัตว์และโรงฆ่าสัตว์ได้ผลยังไง

ในโรงฆ่าสัตว์ การปนเปื้อนเชื้อจากขั้นตอนการชำแหละมักเกิดจากอุปกรณ์ที่ทำความสะอาดไม่ทั่วถึง งานวิจัยที่รวบรวมไว้พบว่าน้ำอิเล็กโทรไลต์แบบออกซิไดซ์เป็นทางเลือกทดแทนสารฆ่าเชื้อแบบไอโอโดฟอร์ (iodophor) ที่ใช้กันดั้งเดิมในโรงฆ่าสัตว์ขนาดเล็กถึงกลางได้ และยังมีการใช้ลดเชื้อ Campylobacter บนซากไก่ระหว่างกระบวนการผลิตด้วย

9. ใช้ในการเกษตรได้ไหม ไม่ใช่แค่ล้างผัก

ส่วนที่น่าสนใจคือ หนังสือมีบทที่พูดถึงการใช้น้ำอิเล็กโทรไลต์เป็นสารป้องกันเชื้อราในไร่ เพื่อลดการใช้สารเคมีกำจัดเชื้อรา (fungicide) เช่น งานวิจัยที่ใช้น้ำอิเล็กโทรไลต์ค่า pH ใกล้เป็นกลางฉีดพ่นควบคุมโรคราสีเทา (gray mold) ในสตรอว์เบอร์รี พบว่าได้ผลดีและไม่เป็นพิษต่อพืช รวมถึงมีการทดลองใช้ควบคุมโรคราแป้ง (powdery mildew) ในแตงกวาด้วยเช่นกัน

10. ใช้ร่วมกับเทคนิคอื่นแล้วได้ผลดีขึ้นไหม

หนังสือมีบทเฉพาะที่พูดถึงการผสมผสานน้ำอิเล็กโทรไลต์เข้ากับเทคนิคอื่น (เรียกว่า Hurdle Technology หรือเทคนิคแบบ "ด่านสกัดหลายชั้น") เช่น การใช้ร่วมกับคลื่นเสียงความถี่สูง (ultrasound) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการฆ่าเชื้อให้มากกว่าการใช้น้ำอิเล็กโทรไลต์เพียงอย่างเดียว กลไกหลักที่อธิบายไว้คือ กรดไฮโปคลอรัส (HOCl) จะเข้าไปทำลายผนังเซลล์ เยื่อหุ้มเซลล์ ดีเอ็นเอ และเอนไซม์ของเชื้อจุลินทรีย์ จนทำให้เชื้อตายในที่สุด

11. น้ำชนิดนี้ปลอดภัยกับอาหารและร่างกายจริงไหม

นี่คือคำถามที่คนกังวลมากที่สุด และหนังสือมีทั้งบทที่ประเมินความปลอดภัยโดยเฉพาะ ผลการทดลองที่น่าสนใจคือ การล้างผักโขมด้วยน้ำอิเล็กโทรไลต์ (ACC ประมาณ 70 มก./ลิตร) พบว่าปริมาณวิตามินซีในผักไม่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับการล้างด้วยน้ำประปาธรรมดา และการเกิดสารอนุมูลอิสระหรือสารประกอบไตรฮาโลมีเทน (trihalomethane) ในอาหารก็ไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเช่นกัน

ในแง่กฎหมายและการยอมรับระดับประเทศ หนังสือระบุว่า กระทรวงสาธารณสุขและแรงงานของญี่ปุ่น (MHLW) ประกาศรับรองน้ำอิเล็กโทรไลต์เป็นวัตถุเจือปนอาหารตั้งแต่ปี 2002 ส่วนในสหรัฐอเมริกา กระทรวงเกษตร (USDA) อนุญาตให้ใช้กรดไฮโปคลอรัสจากน้ำอิเล็กโทรไลต์เป็นสารฆ่าเชื้อในกระบวนการผลิตพืชผลและปศุสัตว์แบบออร์แกนิกได้ และสหพันธ์เกษตรอินทรีย์ของแคนาดาก็ให้การยอมรับในลักษณะเดียวกัน

มีข้อควรระวังหนึ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับน้ำอิเล็กโทรไลต์ด่างสูงโดยเฉพาะ (pH11 ขึ้นไป อย่าง Strong Kangen Water) เว็บไซต์ JEWA ระบุไว้ตรงๆ ในหน้าถาม-ตอบว่า ตามคู่มือสุขาภิบาลสถานที่ปรุงอาหารปริมาณมากของญี่ปุ่น การล้างวัตถุดิบอาหารต้องใช้ "น้ำสำหรับผลิตอาหาร" เท่านั้น จึงไม่ให้ใช้น้ำอิเล็กโทรไลต์ด่างสูงสัมผัสอาหารโดยตรงเป็นขั้นตอนสุดท้าย ไม่ว่าจะเป็นการล้างครั้งสุดท้ายหรือใช้เป็นสารช่วยแปรรูป หากจะใช้ล้างวัตถุดิบ ควรใช้เป็นเพียงขั้นตอนล้างเบื้องต้นก่อน (pre-wash) ตามดุลยพินิจของผู้ใช้ แล้วต้องล้างด้วยน้ำสะอาดเป็นขั้นตอนสุดท้ายเสมอ ซึ่งตรงกับหลักการที่แนะนำไว้ในบทความ "ผักกาดขาวฟอร์มาลิน" ก่อนหน้านี้

12. อนาคตของเทคโนโลยีนี้เป็นอย่างไร

บทสุดท้ายของหนังสือมองไปข้างหน้าว่า จุดแข็งสำคัญของน้ำอิเล็กโทรไลต์คือผลิตได้เองหน้างาน (on-site production) ไม่ต้องขนส่งหรือเก็บสารเคมีอันตรายเหมือนคลอรีนแบบเดิม ทำให้สะดวกและปลอดภัยกว่า อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนยอมรับว่าอุปสรรคที่ยังต้องแก้ไขคือต้นทุนอุปกรณ์เริ่มต้นที่ค่อนข้างสูง และความเข้าใจของผู้บริโภคเกี่ยวกับเทคโนโลยีนี้ที่ยังมีจำกัด แต่โดยรวมแล้วหนังสือสรุปว่าอนาคตของเทคโนโลยีนี้ในอุตสาหกรรมอาหาร "มีแนวโน้มที่ดีมาก"

สรุปภาพรวมทั้งเล่ม

อ่านจบทั้ง 12 บทแล้ว สิ่งที่หนังสือเล่มนี้บอกเราชัดเจนที่สุดคือ น้ำอิเล็กโทรไลต์ไม่ใช่เทคโนโลยีใหม่หรือกระแสการตลาด แต่เป็นเทคโนโลยีที่มีงานวิจัยรองรับมานานหลายสิบปี ถูกใช้จริงในอุตสาหกรรมอาหารระดับโลก ตั้งแต่โรงงานแปรรูปผักผลไม้ โรงฆ่าสัตว์ ฟาร์มปศุสัตว์ ไปจนถึงไร่เกษตรอินทรีย์ และได้รับการยอมรับจากหน่วยงานกำกับดูแลของหลายประเทศ โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่มที่ทำหน้าที่ต่างกันชัดเจน คือ น้ำกรดที่เก่งเรื่องฆ่าเชื้อ และน้ำด่างที่เก่งเรื่องขจัดคราบมันและสารตกค้าง

เครื่องทำน้ำด่าง Kangen Water ที่ใช้ตามบ้านเรือน ก็ใช้หลักการอิเล็กโทรไลซิสแบบเดียวกับที่หนังสือเล่มนี้อธิบายไว้ โดยผลิตทั้งน้ำอิเล็กโทรไลต์แบบกรด (Strong Acidic Water) และแบบด่าง (Strong Kangen Water pH11.5) ออกมาจากเครื่องเดียวกัน สนใจข้อมูลเครื่องทำน้ำด่าง Kangen Water เพิ่มเติม ติดต่อ Kangen Thailand Official ตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการได้ทันที


บทความที่เกี่ยวข้อง
Go Green with Kangen Water
เครื่องกรองน้ำดื่มเพื่อสุขภาพที่ดี และช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม เพื่อโลกของเรา
12 ก.พ. 2024
คุณหมอชินยะ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็งลำไส้ และเป็นผู้คิดค้นการผ่าตัดลำไส้โดยการส่องกล้อง คนแรกของโลก แนะนำให้ดื่ม "น้ำคังเก้น"
คุณหมอชินยะ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็งลำไส้ และเป็นผู้คิดค้นการผ่าตัดลำไส้โดยการส่องกล้อง คนแรกของโลก แนะนำให้ดื่ม "น้ำคังเก้น"
5 ธ.ค. 2021
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy